เบื้องหลังการเขียนและการตรวจแก้ “ปีกปรารถนา”
วันเวลา ตัวตน และผลงาน
นิยายเรื่อง “ปีกปรารถนา” จัดพิมพ์รวมเล่มเป็นครั้งแรกโดยสำนักพิมพ์ดวงตะวันเมื่อต้นปี ๒๕๕๒ แต่...ถ้าจำไม่ผิด ดิฉันเขียนนิยายเรื่อง “ปีกปรารถนา” จบเมื่อราวปี ๒๕๓๙ หรือ ๒๕๔๐ นู่นแล้วค่ะ นับถึงวันนี้ก็สิบกว่าปีล่วงผ่านมาแล้ว
ทำไมระยะเวลานับจากวันที่เขียนจนถึงวันที่พิมพ์จึงยาวนานนัก ? อรุณสวัสดิ์ครั้งนี้จะเล่าเรื่องเบื้องหลังการเขียนและการตรวจแก้ “ปีกปรารถนา” ให้ฟังกันค่ะ
“ปีกปรารถนา” น่าจะเป็นนิยายเรื่องที่ ๓ หรือ ๔ ของนักเขียนนามปากกา “ดวงตะวัน” นะคะ ถ้าหากว่าเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว บอกอแว่นจะไม่ติดเบรกเอาไว้ บอกอแว่นอ่านต้นฉบับแล้วบอกว่านิยายเรื่องนี้มีข้อบกพร่องยังไม่ควรพิมพ์รวมเล่มออกไป แล้วแจกแจงให้ฟังว่าข้อบกพร่องเหล่านั้นมีอะไรบ้างเพื่อให้ดิฉันนำกลับไปแก้ไข ย้อนคิดกลับไปแล้วก็ยังนึกขอบคุณบอกอแว่นมาจนวันนี้นะคะที่ไม่คิดแค่ว่าจะผลักดันผลงานนักเขียนออกไปเท่านั้น แต่หากเห็นว่าผลงานยังไม่เข้าท่าเข้าทาง ก็ไม่สนับสนุนให้พิมพ์ แต่จะชี้แนะให้แก้ไข
ตอนนั้น ดิฉันรับทราบแต่ก็ยังไม่ได้แก้ไขเสียทีเดียว แต่เก็บ “ปีกปรารถนา” ไว้ก่อน เก็บเพื่อให้ลืมๆ เรื่องราวในเรื่อง ก่อนจะนำกลับมาอ่านใหม่แล้วอาจมองเห็นทางที่จะแก้ไขมันก็ได้ แล้วหยิบนิยายเรื่องอื่นขึ้นมาเขียนแทน ดูเหมือนน่าจะเป็น “กลางทะเลใจ” หรือไม่ก็ “แก้วตาหวานใจ” นี่แหละค่ะ ตอนนั้นดิฉันยังสาว ยังมีเรี่ยวมีแรง และยังห้าว บอกตัวเองว่าระหว่างการนำงานเก่ากลับมาแก้ กับการเขียนงานใหม่ เชื่อว่าอย่างหลัง...ง่ายกว่า ดิฉันเขียนงานใหม่อีกสามสี่เรื่องกระมังกว่าที่จะหยิบ “ปีกปรารถนา” มาอ่านเพื่อตรวจแก้
อ่านแล้ว ดิฉันเห็นข้อบกพร่องใน “ปีกปรารถนา” นะคะ แต่แก้ไม่ได้ค่ะ อ่านทวนแล้วทวนอีกไม่รู้ตั้งกี่รอบ ก็ไม่รู้ว่าจะแก้ไขอย่างไร เข้าใจทุกสิ่งทุกอย่างที่บอกอแว่นชี้แนะมา แต่แก้ไม่ได้ ทำไม ? ก็ตอบตัวเองไม่ได้เหมือนกัน ดิฉันส่งแฟ้มต้นฉบับ “ปีกปรารถนา” เข้ากรุก้นลิ้นชัก แล้วก้มหน้าก้มตาเขียนเรื่องใหม่ออกมาเรื่องแล้วเรื่องเล่า แต่ในใจยังนึกถึงนิยายเรื่องนี้เสมอ พร้อมกับปลอบตัวเองว่าคงเป็นเพราะไม่มีเวลาอ่านอย่างละเอียด หรือว่าไม่ได้ลงแรงแก้งานอย่างเต็มที่กระมัง (ไม่เหมือนตอนที่ลงแรงทุ่มเทเขียนนิยายใหม่ๆ ที่สด ใหม่ และดูจะท้าทายในการทำงานมากกว่า) จึงแก้ไม่ได้เสียที
แล้ววันดีคืนดี น่าจะซักช่วงปี ๔๖ หรือ ๔๗ ราวๆนั้น ดิฉันก็หยิบ “ปีกปรารถนา” ขึ้นมาอีกครั้ง พร้อมกับกันเวลาเอาไว้ให้เรื่องนี้โดยเฉพาะ ๒ เดือน บอกตัวเองว่าอย่างไรเสียก็ต้องแก้เรื่องนี้ให้ได้ แต่...เดือนเดียวเท่านั้นค่ะ แก้ไปได้ไม่ถึงครึ่งเรื่อง ดิฉันก็ยอมแพ้ ถอดใจกับ “ปีกปรารถนา” บอกตัวเองว่าพอกันที เสียเวลาจริงๆ ได้แต่ปลอบตัวเองว่า ดิฉันคงเป็นมนุษย์ประเภทที่ขาดแรงจูงใจและความท้าทายในการทำงานไม่ได้
ดิฉันเก็บ “ปีกปรารถนา” เข้าตู้อีกครั้ง (ดูเหมือนว่าหลังจากนั้นมีความพยายามและแรงฮึดเล็กๆ อีกสักสองสามครั้งกระมังที่จะหยิบมันออกมาอ่าน เพื่อที่จะแก้ไข แต่ความปรารถนาในครั้งนั้นโบยบินไม่ได้ มันยังคงเป็นแค่ความปรารถนาที่...อาจไม่มีวันเป็นจริงกระมัง)
วันเวลาผ่านไป แต่ยิ่งวันที่เขียนนิยายเรื่องใหม่ๆ ออกมา ดิฉันก็ยิ่งรู้สึกคาใจมากว่าทำไมถึงแก้นิยายเรื่องนี้ไม่ได้เสียที โดยนิสัยใจคอ ดิฉันเป็นพวกมีอะไรคาใจไม่ได้ คือคาได้เหมือนกันนะคะ แต่ขอรู้คำตอบ ขอรู้เหตุผลได้ไหมว่าทำไมถึงไปต่อไม่ได้ มันเกิดอะไรขึ้นกับนิยายเรื่องนี้ หรือว่าแท้จริงแล้ว...สิ่งที่เกิดขึ้นอยู่ที่ไหนกันแน่ ?
หลังสุด เมื่อปลายปี ๕๑ สิบกว่าปีผ่านไปนับจากวันแรกที่เขียน ดิฉันตัดสินใจหยิบ “ปีกปรารถนา” มาดูอีกครั้ง บอกตัวเองว่า ครั้งสุดท้ายแล้วนะ ถ้าครั้งนี้ไม่ได้ จะไม่มีวันหยิบนิยายเรื่องนี้ขึ้นมาอีกเลย (ขอสารภาพว่าจริงๆ ก็บอกตัวเองอย่างนี้ทุกครั้งที่หยิบ “ปีกปรารถนา” ขึ้นมานั่นแหละค่ะ)
และแล้ว...สิบกว่าปีผ่านไป ดิฉันรู้แล้วว่าปัญหาของ “ปีกปรารถนา” คืออะไร และตอบคำถามได้แล้วว่า ทำไมไปต่อไม่ได้ สิ่งที่เกิดขึ้นอยู่ที่ไหนกันแน่
วันเวลาและตัวตนค่ะคือคำตอบ
ต่อจากนี้ไปจะเป็นการบอกเล่าเรื่องราวบางอย่างใน “ปีกปรารถนา” นะคะ ฉะนั้น ถ้าหากใครที่ยังไม่ได้อ่านนิยายเรื่องนี้ แล้วไม่ต้องการจะรับรู้ใดๆ ทั้งสิ้นก็ไม่ควรอ่านบรรทัดต่อจากนี้ เพราะเข้าข่าย spoil ค่ะ
อย่างที่เคยเล่าไปแล้วว่า สำหรับดิฉัน เมื่อจะเขียนนิยายเรื่องหนึ่ง มักจะเริ่มต้นด้วยการถามตัวเองก่อนว่า จะเล่าเรื่องอะไรหรือมีอะไรอยากเล่าอยากบอกคนอ่าน “อะไร” ในที่นี้ไม่ใช่ว่าพระเอกนางเอกคือใคร มาทำอะไร รักกันได้อย่างไร ไม่ใช่ค่ะ แต่ “ อะไร” ในที่นี้คือ ความคิดในใจคนเขียนว่าสำหรับนิยายเรื่องนี้จะพูดจะแตะประเด็นเรื่องอะไร สำหรับดิฉันแล้ว ก่อนลงมือเขียนนิยายแต่ละเรื่อง ประเด็นในใจต้องชัดเจนเสมอ
สำหรับ “ปีกปรารถนา” ดิฉันจะพูดเรื่อง “การทำงาน” ค่ะ
“ปีกปรารถนา” เวอร์ชั่นแรก เล่าถึงโลกของการทำงานของสถาปนิกสาวจบใหม่ไฟแรงค่ะ เธอไม่ได้ชื่อเล่นว่า โกโก้ เหมือนเวอร์ชั่นที่ตีพิมพ์ให้อ่านกัน แต่ชื่อ จ๊ะจ๋า สถาปนิกสาวคนเก่งผู้มีความฝันถึงโลกที่สวยงาม เมืองที่ได้รับการวางผังที่ดีที่ถูกต้อง เหมาะสมสำหรับทุกคน ตัวเรื่องดำเนินไปบนความคิดความฝันของจ๊ะจ๋าที่จะเห็นเมืองที่ดีและสังคมที่งดงามค่ะ โดยมีโรงเรียนอนุบาลเป็นฉากสำคัญ และครูปอยังคงบทบาทของผู้ให้กำลังใจ
ตอนที่นำ “ปีกปรารถนา” กลับมาอ่านเพื่อแก้ไขในครั้งแรกๆ นั้น ตัวดิฉันเองในฐานะคนทำงานคนหนึ่งน่าจะผ่านชีวิตการทำงานมากว่าสิบปีแล้ว ผ่าน พบ และเผชิญผู้คนรวมทั้งปัญหาต่างๆในโลกของการทำงานมาไม่น้อย ปัญหาอยู่ตรงนี้เองค่ะ คือดิฉันไม่เชื่ออย่างที่จ๊ะจ๋าเชื่ออีกแล้วว่าโลกที่ดีควรเป็นเช่นนั้น และวิธีการแก้ปัญหาควรเป็นแบบนั้น (แบบที่จ๊ะจ๋าในเวอร์ชั่นแรกทำ)
ทุกสิ่งทุกอย่างที่จ๊ะจ๋าคิดและทำลงไป ดิฉันไม่คิดไม่เชื่อเช่นนั้นอีกแล้ว อาจยังเชื่อในหนทางบางสาย แต่ก็ตระหนักดีว่าในโลกแห่งความเป็นจริง ทำเช่นนั้นไม่ได้ หรือทำได้แต่ก็คงรอดยากหรือไม่รอด
ฉะนั้นนี่คือคำตอบค่ะว่าทำไม ดิฉันจึงแก้ “ ปีกปรารถนา” ไม่ได้เสียที นั่นเพราะดิฉันไม่ได้พยายามแก้ไขที่ตัวตนและความคิดของจ๊ะจ๋า ทว่ายังคงเค้าโครงเรื่อง ตัวละคร บทบาท วิธีคิด และวิธีแก้ปัญหาดังเดิมทุกอย่าง ดังนั้นไม่ว่าจะหยิบมาอ่านมาตรวจแก้สักกี่ครั้งจึงไม่รอด เพราะตัวนักเขียนเองไม่ได้มองโลกด้วยสายตาอย่างเดียวกับตัวละครเอกอีกแล้ว (เกี่ยวกับเรื่องนี้ เอาไว้ ถ้ามีเวลา ดิฉันจะมาชวนคุยอีกครั้งเรื่องที่ว่านักเขียนควรต้องคิดต้องเชื่อและมองโลกด้วยสายตาเหมือนอย่างตัวละครหรือเปล่า ?) วิธีคิดและวิธีแก้ปัญหาของจ๊ะจ๋าเป็นเรื่องที่ดิฉันมองว่าอ่อนด้อยและออกจะน่ารำคาญด้วยซ้ำไป ผ่านคำพูดและบทสนทนาต่างๆของสถาปนิกสาวซึ่งในการลงแรงตรวจแก้ครั้งแรกๆ ดิฉันก็แก้ไปที่สิ่งเหล่านี้ให้ดูสละสลวย ดูคมคายขึ้น แต่...เมื่อไม่ได้แก้ไขลงลึกไปถึงความคิดของตัวละคร ต่อให้พูดถ้อยคำแสนดีสักเพียงใดออกมา มันจึงดูลอยๆ เหมือนอยู่ในอากาศ นั่นทำให้ดิฉันแก้งานด้วยความรู้สึกหงุดหงิด หัวเสีย และในที่สุดก็ไม่รอดสักที
ปลายปี ๕๑ เมื่อหยิบ “ปีกปรารถนา” ขึ้นมาอ่านอีกครั้งและมองเห็นสิ่งเหล่านี้ สิ่งแรกที่ดิฉันคิดแก้ไขก็คือ การเปลี่ยนวิธีคิดของตัวละครหลักใหม่หมด โดยเฉพาะปรารถนา ซึ่งเวอร์ชั่นหลังนี้ เปลี่ยนชื่อเล่นมาเป็น “โกโก้” (แค่ชื่อ & อารมณ์ของชื่อเล่นก็ห่างกันหลายขุมอยู่นะคะ) โกโก้ไม่ใช่สถาปนิกจบใหม่ไฟแรงอีกแล้ว แต่เป็นคนทำงานที่ผ่านโลกของการทำงานมาระยะหนึ่ง เติบโต มีไฟมีฝัน และบินสูง พอคิดได้แบบนี้ก็ดูจะไปต่อได้ในทันทีทันใด ดิฉันรู้ว่าเพื่อที่จะไปให้ถึงประเด็นหลักอันเป็นแก่นแกนของเรื่อง จะต้องแก้ไขวิธีคิดของตัวละครตัวไหนบ้าง จะต้องเพิ่มฉากเพิ่มตัวละครตัวใดเข้าไปอีก รวมถึงเหตุการณ์อันเป็นสิ่งสนับสนุนความคิดหลักของนักเขียน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ “คนดีกับคนเก่ง” เรื่องของคำถามที่ว่า เราทำงานไปเพื่ออะไร ? แข่งขันกับใคร ? ตัวเองหรือเพื่อนร่วมงาน ? และทุกสิ่งทุกอย่างที่ปรากฏอยู่ใน “ปีกปรารถนา” เวอร์ชั่นที่พิมพ์เล่มไปเมื่อต้นปี ๕๒ นั่นแหละค่ะ
จ้ะจ๋านั้นมีความคิดดีงามในอันที่จะติดปีกให้สังคมและชุมชนสวยงาม พอทำไม่ได้ ก็ท้อใจ หมดกำลังใจ มาเจอครูปอ สิ่งที่ครูปอปลอบโยน แม้ฟังดูแสนดีสักเพียงใด แต่ก็ดูล่องลอยพอกัน เหมือนว่าคนสองคนที่คิดดีคิดชอบมานั่งพูดคุยปรับทุกข์กันถึงเรื่องสังคมดีๆที่อยากเห็น แล้วจากนั้นก็ช่วยกันติดปีกให้สังคมชุมชนจนสำเร็จ ซึ่งในชีวิตจริงอาจมีอะไรง่ายๆแบบนี้อยู่ก็ได้ เพียงแต่ว่าพอมาทำเป็นนิยาย มันกลับดู “ง่าย”ไปสักหน่อย
แต่สำหรับโกโก้นั้น ผู้หญิงคนนี้คิดแค่จะติดปีกให้ตัวเองโบยบินได้สูงและไกลเกินกว่าใคร และเธอก็ทำได้ ทำสำเร็จ เพื่อที่จะพบว่าวันหนึ่งปีกของเธอหัก ต้องร่วงลงสู่ดิน คิดดูเถิดค่ะว่าสำหรับผู้หญิงทั้งสองคน จ๊ะจ๋ากับโกโก้ คำปลอบโยนของครูปอจะมีค่ามีความหมายสำหรับผู้หญิงคนไหนมากกว่ากัน (ครูปอซึ่งก็มีปมมีปัญหาของตัวเองเช่นกัน ใช่จะเป็นครูปอแสนดีด้านเดียวเสียที่ไหน) ใครจะ “อิน” จะซาบซึ้งไปกับทัศนคติในการดำรงชีวิตของครูปอ รวมทั้งวิธีคิดของเขาที่มีต่อเด็กๆ และชุมชนวัดแสงธรรมา มากกว่ากัน จนกระทั่งผลักดันให้สามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองได้ในที่สุด
ตัวตนและความคิดของตัวละครที่เปลี่ยนแปลงไปนี้เองที่ทำให้โทนเรื่องทั้งหมดของ “ปีกปรารถนา” เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมโดยสิ้นเชิง ซึ่งหากมองย้อนกลับไปก็คงต้องบอกว่าเป็นเพราะตัวตนและความคิดของนักเขียนที่เปลี่ยนแปลงไปนั่นเอง
สำหรับดิฉันแล้ว พอคิดได้คิดทะลุแล้ว เมื่อลงมือเขียนใหม่และแก้ไขจึงไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป และในที่สุด “ปีกปรารถนา” ก็ไม่ใช่นิยายที่ถูกทิ้งอยู่ก้นตู้อีกต่อไป
พูดถึงเรื่องความเปลี่ยนแปลงแล้ว เมื่อวันก่อน ดิฉันเพิ่งตรวจแก้ “ภูแสนดาว” นิยายเรื่องแรกในชีวิตที่เขียนเมื่อปี ๒๕๓๘ เพื่อที่จะนำมาพิมพ์ซ้ำครั้งที่สามโดยสำนักพิมพ์ดวงตะวัน ก็เกิดอาการคล้ายๆกันนี้เหมือนกันค่ะ แต่ไม่ได้เกิดที่แก่นแกนของเรื่อง หลักใหญ่ใจความเลยก็คือเรื่อง “ภาษา” ค่ะ
ดิฉันเขียนนิยายเรื่องแรกด้วยภาษาที่ยืดเยื้อและฟุ่มเฟือยมาก แรกนั้นก็ลังเลและสองจิตสองใจว่าควร “แก้ไข” หรือไม่ หรือว่าปล่อยไปตามเดิมเช่นนั้น ได้ลองพูดคุยสอบถามจากหลายๆคน ก็มีทั้งที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ฝ่ายหนึ่งบอกว่าเป็นงานของเรา แก้ไขได้ อีกฝ่ายบอกว่า นั่นคือตัวตนของเราเมื่อสิบกว่าปีก่อน คือประวัติศาสตร์อันแสดงให้เห็นถึงพัฒนาการของนักเขียนคนหนึ่ง จึงไม่ควรแตะ
ดิฉันคิดอยู่นานเหมือนกัน ในที่สุดก็ได้ข้อสรุปกับตัวเองว่า จะแตะ แต่ไม่แตะประเด็นหลักของเรื่องหรือโครงสร้างภาษา ถ้าอ่านแล้ว “ไม่ผิด” ก็จะคงเอาไว้ดังเดิม แม้ว่าใจจริงจะอยากแก้ไข “ใหม่” ให้เป็นภาษาปัจจุบันสักเพียงใดก็ตาม “ภูแสนดาว” ที่ตรวจแก้จึงจัดการกับสิ่งที่เห็นว่าผิดแน่ๆ สิ่งที่ยืดเยื้อ ฟุ่มเฟือยจนเกินไป ยกตัวอย่างง่ายๆ เลยค่ะ มีประโยคหนึ่งในเรื่องเล่าถึงทันมายตอนที่เดินทางไปอยู่เมืองเมือนแล้ว อากาศหนาวเย็นมาก ดิฉันเขียนให้พระเอกของเราหยิบเสื้อแจ๊กเก้ตขึ้นมาสวม แล้วบรรยายว่าเสื้อแจ๊กเก้ตตัวนี้เป็นเสื้อเก่าที่ทันมายสวมใส่ตั้งแต่สมัยอยู่สหรัฐอเมริกากับลุงแล้ว พออ่านเพื่อตรวจแก้มาถึงตรงนี้ ดิฉันก็ไม่ลังเลเลยสักนิดที่จะใช้ปากกาแดงขีดฆ่าคำบรรยายนั้นออกหลังจากที่ได้คิดได้ถามตัวเองแล้วว่า การบอกเช่นนั้นมันมีผลใดๆ ต่อตัวเรื่องไหม เช่นว่า ต้องการบอกว่าทันมายเป็นคนมัธยัสถ์หรือเปล่า หรือว่าเสื้อตัวนี้มีความสำคัญอย่างไร อาทิ แฟนเก่าของทันมายเป็นคนซื้อให้ และในฉากหลังๆ แฟนเก่าจะปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง , ลุงมอบให้และบอกว่าเสื้อตัวนี้เป็นของพ่อ ? ฯลฯ พอตอบตัวเองได้ว่าไม่เกี่ยวใดๆ เลยสักนิด ดิฉันตัดทิ้งทันที เช่นนี้เป็นต้นค่ะ
หลังการตรวจแก้ “ปีกปรารถนา” และ “ภูแสนดาว” ทำให้ยิ่งตระหนักถึงคำพูดเชยๆ ประโยคหนึ่งที่ใครๆก็ชอบพูดกันว่า ...ความเปลี่ยนแปลงเป็นนิรันดร์...
รู้แล้วค่ะ...ว่ามันเป็นเช่นนั้นจริงๆ
อีกสิบปี เมื่อหยิบ “ปีกปรารถนา” มาอ่านอีกรอบ ดิฉันอาจหงุดหงิดรำคาญใจกับวิธีคิดวิธีมองโลกของโกโก้ก็เป็นได้นะคะ
ดวงตะวัน

|