(สปอยล์แน่ๆค่ะ ยังไม่ได้อ่าน อย่าเพิ่งเข้ามานะคะ)
โปรดฟังอีกครั้ง...ใครยังไม่ได้อ่าน “สดับเสียงรัก” อย่าเลื่อนลงไปข้างล่างนะคะ เดี๋ยวรู้เรื่องราวลึกลับสำคัญแล้วจะไม่สนุกเอา ขอเตือนด้วยความปรารถนาดีจริงๆค่ะ
V
V
V
V
V
V
V
V
V
เอาละ...เหลือแต่คนที่อ่านแล้วทั้งนั้นใช่ไหมคะ งั้นเรามาเริ่มกันเลย
จำได้ไหมคะว่า อิฉันเคยเขียนเล่าไว้ในกระทู้ไหนสักกระทู้ว่า “สดับเสียงรัก” นิยายธิโมส์เรื่องที่ ๑๐ จะเป็นเรื่องในแนวที่ไม่เคยเขียนมาก่อนในนิยายชุดนี้ แนวที่ว่า ก็คือดราม่าค่ะ ตั้งใจไว้อย่างนั้นว่าจะให้เป็นแนวชีวิต ไม่แตะการเมืองของธิโมส์มากนักเหมือนเรื่องอื่นๆที่ผ่านมา โดยจะเล่าผ่านเรื่องรักหวานๆระหว่างผู้ชายอายุสามสิบกว่าๆกับสาวสิบเก้า เชื่อว่าเรื่องรักของวัตราลีกับเอด้าน่าจะทำให้เรื่องดราม่าไม่หนักหน่วงเคร่งเครียดจนเกินไปนัก แต่....แต่...แต่...เกิดความพลิกผันขึ้นมาจนได้ค่ะ ก็อย่างที่หลายคนที่ได้อ่าน “สดับเสียงรัก” จบไปแล้วคงรู้ว่า โทนเรื่องมันไม่ค่อยจะดราม่าสักเท่าไร กลับจะค่อนข้างหนักไปทางการเมืองด้วยซ้ำโดยเฉพาะในช่วงแรกๆ
เรื่องของเรื่องมันก็เป็นเพราะว่า...แหะๆ ...ตั้งอกตั้งใจจะหลอกคนอ่านนั่นเองค่ะ “สดับเสียงรัก” ธีมไม่เปลี่ยน พล็อตไม่เปลี่ยน แต่โทนเปลี่ยนไปเพราะหลอกคนอ่านแท้ๆ ...อย่างนี้เรียกว่ากรรมตามสนองได้ไหมคะเนี่ย
(วงเล็บไว้สักนิด เกี่ยวกับเรื่องการหลอก ถ้าถอดหมวกนักเขียนออก ในฐานะนักอ่าน อิฉันช้อบชอบเวลาที่นักเขียนพยายามจะหลอกคนอ่าน มันเหมือนกับว่า เรากำลังเล่นเกมกับนักเขียนอยู่ ผ่านข้อมูลที่นักเขียนบอกเล่า เปิดเผย และล่อลวง ให้คล้อยตาม แล้วก็ยังเหมือนกับการทดสอบ “ตบะ” ของตัวเองด้วยว่าจะแก่กล้าสามารถแค่ไหนในการที่จะไม่ถูกนักเขียนล่อหลอก ปั่นหัวเอาได้ ...ถ้าเราทายตัวคนร้ายถูก หรือว่าดักเดาความลับที่จะไปเปิดเผยในตอนท้ายเรื่องได้ถูกต้องละก็ นักอ่านอย่างอิฉันจะรู้สึกเหมือนเป็นชัยชนะอันยิ่งใหญ่ทีเดียวเชียวละ)
อย่างที่หลายคนที่ได้อ่านแล้วคงทราบนะคะว่า ตลอดทั้งเรื่องนี้ส่งคำถามออกมาเป็นระยะๆ ว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เป็นประเด็นทางการเมืองหรือว่าเรื่องส่วนตัวกันแน่ ? คำตอบในท้ายที่สุด คือ ทั้งหมดทั้งปวงนั้นเกิดขึ้นเพราะเรื่องส่วนตัว เอาละ ในเมื่อคำตอบชัดเจนเป็นเช่นนั้น พอมาถึงขั้นตอนการเขียน ก็ตามสไตล์ละค่ะ คือจะต้องมีการหลอกล่อ เปิดและปูพื้นฐานเรื่องราวรายทางเอาไว้ลวงให้คนอ่านไขว้เขว รวมทั้งเปิดตัวละครที่เป็น “ตัวหลอก” ไม่ว่าจะเป็นพริน ดาวาส แม้แต่ศาวีรันดา รวมทั้งนักการเมืองทั้งของพรรคร่วมรัฐบาลและสมาชิกแนวร่วมปลดปล่อยธิโมส์
ทำไมถึงต้องทำเช่นนั้น ? ก็ในเมื่อคำตอบแท้จริงของเรื่องราววุ่นวายทั้งหมดที่เกิดขึ้น คือ เรื่องส่วนตัว คือความรู้สึกส่วนตัวของรีธาม เพราะฉะนั้น ตัวหลอกที่ดีที่สุดในกรณีนี้ก็คือ การเมืองสิคะท่านผู้ชม คิดได้ดังนั้น นักเขียนไม่รอช้า จัดแจงส่ง “การเมือง” เข้ามาเป็นระลอกเพื่อหลอกเพื่อลวงคนอ่านให้ไขว้เขว สับสน ว่าเอ...หรือเหตุการณ์วุ่นวายที่เกิดขึ้น จริงๆ แล้วเป็นเรื่องการเมือง แล้วซ่อนรีธามไว้ข้างหลังอย่างมิดชิด ด้วยภาพความรักความผูกพันภายในครอบครัว ด้วยท่าทีภายนอกที่สดใสของรีธาม
ประเด็นเรื่องการเลือกตั้งครั้งใหม่ การเข้ามาของแนวร่วมฯ พรรคร่วมรัฐบาลที่แตกคอ หวังช่วงชิงเป็นใหญ่ แม้แต่ความเงียบของศาวีรันดา ตัวละครสำคัญตัวหนึ่งในนิยายชุดธิโมส์ (ที่อิฉันจงใจเอามาใช้ เพราะรู้ดีว่าสำหรับคนอ่านหลายๆคน ก็ยังไม่ไว้วางใจเธอสักเท่าไร) ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องที่นักเขียนตั้งอกตั้งใจหยอดเอาไว้เป็นระยะๆ
อันว่า...หยอดไว้แล้วก็ต้องตามเก็บให้หมดใช่ไหมเล่าคะ
ปัญหาก็คือ ทั้งขาไป (หยอด) และขากลับ (เก็บ) บนเส้นทางสายการเมืองนั้นกินเวลาไปอักโขทีเดียว นั่นทำให้โทนเรื่องพลิก จากที่ตั้งใจว่าจะให้เป็นดราม่า กลายเป็นว่ามีการเมืองเข้ามาแทรกค่อนข้างเยอะ แม้ว่าจะพยายามเอาเรื่องส่วนตัวของคนนั้นคนนี้ เช่น พริน และดาวาส เข้ามาหลอกล่อแล้วก็เถอะ สำหรับคอนิยายธิโมส์ คงไม่กระไร แต่สำหรับผู้อ่านที่ไม่อยากรับรู้การเมืองของประเทศใดๆอีกแล้ว ไม่ว่าจะเป็นธิโมส์หรือประเทศสารขัณฑ์ก็ตาม คงจะรีบพลิกข้ามกันเลยทีเดียว กว่าที่จะไปเฉลยว่าแท้ที่จริงแล้ว เรื่องเกิดขึ้นเพราะปมประเด็นส่วนตัวของใครบางคน ก็ตอนท้ายๆเรื่องแล้ว
แบบนี้เรียกว่า หลอกจนเป็นเรื่อง เนอะ
อย่างไรก็ตาม เมื่อตระหนักถึงเรื่องนี้ อิฉันก็พยายามแก้ไข บิดเรื่องให้กลับมาอยู่ในร่องในรอยอย่างที่คิดวางเอาไว้ เช่น แทรกเรื่องราวระหว่างวัตราลีกับเอด้าให้มากขึ้น เพิ่มเหตุการณ์วันเธมส์ กับเหตุการณ์ที่บ้านริมกำแพงวังเอลันตราเข้าไป จริงๆแล้ว จะเพิ่มฉากที่คุ้มผีเสื้อเข้าไปอีกค่ะ คือจะให้วัตราลีกับเอด้าพักค้างคืนที่ริมทะเลสาบด้วยกัน ^^ แต่...ตอนนั้นเรื่องยาวมากแล้ว ก็เลยตัดสินใจตัดออกค่ะ (ได้ยินเสียงใครร้อง “ว้า” ดังมาแว่วๆ)
มาดูปัญหาคาใจและข้อสงสัยของผู้อ่านทั้งที่เขียนบอกไว้ในกระทู้ต่างๆ และที่ส่งอีเมลมาหากันค่ะ
ใครสักคนบอกว่าปันต์ของเราดูไม่ค่อยมีอำนาจ จัดการอะไรไม่ค่อยได้ เอ่อ...อันนี้อิฉันก็เปล่าล้อเลียนใครนะคะ อิฉันเขียนมาก่อนหน้าเหตุการณ์ในประเทศสารขัณฑ์จะเกิดขึ้นเสียอีก
ส่วนเรื่องความแสบของเอด้าที่ดูจะไม่ค่อยแสบสมราคาคุยนัก จะบอกว่า ทีแรกที่เขียนนั้น เอด้าของเราแสบใช้ได้ทีเดียว แต่ว่าพอเขียนไปเขียนไป คนเขียนกลับเริ่มมีอิ๊มีอ๊ะในใจว่า อืม...เอด้าชักจะเหมือนนิกกี้จาก “เลื่อมพรายลายรัก” เข้าไปทุกทีแล้ว ชักไม่ชอบใจแล้วละว่ามันจะซ้ำกับที่เคยเขียนมาแล้ว ทำไงดีหว่า ? แก้ดีกว่า เลยจัดการแก้ไขให้เอด้าแสบแบบว่า...เหมือนเด็กที่พยายามจะทำตัวเป็นผู้ใหญ่น่ะค่ะ เป็นสาวสิบเก้าที่แก่อุดมการณ์ เกินวัย แต่ขณะเดียวกันก็ต้องไม่ทิ้งประเด็นที่ว่าเอด้าเป็นลูกใครและเติบโตมาอย่างไรด้วย ซึ่งลักษณะท่าทีแบบนี้ อิฉันเชื่อเอาเองว่ามันน่าจะเอื้อให้ผู้ใหญ่อย่างวัตราลีเอ็นดูแกมหมั่นไส้ อ้อ...และที่เปลี่ยนแปลงไปอีกอย่างในประเด็นนี้ก็คือ พลิกกลับเอาความแสบมาไว้ที่วัตราลีแทนค่ะ ซึ่งก็สอดรับกับธีมหลักของเรื่อง คือ “อีกด้าน” ด้วย เพราะเมื่อพูดถึงนักการเมือง หรือนายกรัฐมนตรี หลายคนก็คงคิดว่าบุคลิกคงจะออกมาแบบที่เป็นทางการ แต่เมื่อพลิกกลับ “อีกด้าน” ของวัตราลี จึงเห็นความเป็นผู้ชายธรรมดาๆคนหนึ่งที่มีความแสบและความสนุกอยู่ในตัว พร้อมจะล่อหลอกสาวสิบเก้าอย่างเอด้าให้หัวหมุน
ถามตัวนักเขียนเอง อิฉันค่อนข้างพอใจนะคะที่แก้ปัญหาอย่างนี้
มาดูเรื่องสำคัญอีกเรื่องหนึ่งที่มีผู้อ่านเขียนอีเมลฉบับยาวส่งมา นั่นคือเรื่องคนพิการค่ะ ขออนุญาตเจ้าของอีเมลไว้ ณ ที่นี้ด้วยนะคะ อิฉันขอตัดตอนเรียบเรียงอีเมลตอบของตัวเอง มาลงไว้ในอรุณสวัสดิ์ที่ว่าด้วยเบื้องหลังการเขียน “สดับเสียงรัก” ครั้งนี้ด้วยค่ะ
คุณผู้อ่านท่านนั้นเขียนมาว่า “แต่ค่อนข้างผิดหวังที่การหาข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้เหมือนจะน้อยไปนิดหน่อย จะว่าไปในประเทศสมมติอาจจะไม่มีการทำขาเทียมก็ได้ แต่ดิฉันก็หวังจะเห็นมุมมองด้านบวกกับคนพิการมากกว่านี้”
ขอเรียนว่า ทุกครั้งของการเขียนนิยาย ดิฉันหาข้อมูลไม่น้อยเลยค่ะ สิ่งนี้ติดตัวดิฉันมาตั้งแต่สมัยทำงานสารคดีแล้ว เพียงแต่...ดิฉันคิดว่า เหตุที่ทำให้เกิดความผิดหวังและคิดว่าดิฉันหาข้อมูลน้อย น่าจะเป็นเพราะดิฉันไม่ได้ใส่ข้อมูลทั้งหมดลงไปในนิยาย ซึ่งนั่นก็เป็นเพราะนี่คือนิยาย ไม่ใช่การเขียนสารคดีว่าด้วยเรื่องคนพิการ ที่สำคัญเลยก็คือ ประเด็นหลักของเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องของความพิการค่ะ หากแต่เป็นเรื่องของ “เสียง” และ “อีกด้าน” ต่างหาก ฉะนั้นข้อมูลส่วนใดที่จะไม่สนับสนุนตัวเรื่อง ดิฉันจะตัดออกอย่างไม่เสียดายทันทีค่ะ เพราะหากขืนใส่ลงไปก็จะกลายเป็นการยืดเรื่องและลากเรื่องออกนอกประเด็น ทำให้เรื่องไม่คมชัดในทิศทางอย่างที่ต้องการให้เป็น
แน่นอนค่ะว่า ตัวละครพิการของดิฉันนั้นมี “เสียง” และมี “อีกด้าน” เหมือนคนปกติคนอื่นๆเช่นกัน จะอธิบายเรื่องนี้อย่างไรดี ? ต้องเล่าอย่างนี้ค่ะ พื้นฐานความคิดความเชื่อของดิฉันเกี่ยวกับคนพิการ ก็คือ พวกเขาเป็นมนุษย์ (ซึ่งทุกคนก็คงมองไม่ต่างจากดิฉันเช่นกัน) และมนุษย์สำหรับดิฉันแล้วก็ไม่ได้มีแต่ “ด้านบวก” เสมอไป มนุษย์ซึ่งพิการก็ไม่ใช่ข้อยกเว้นค่ะ พวกเขามีด้านบวก มุมลบ มีด้านมืด มุมร้ายซุกซ่อนอยู่ในตัว ไม่ต่างจากมนุษย์คนอื่นๆเลย พวกเขาทำสิ่งดีงาม และพวกเขาทำสิ่งชั่วร้าย ได้เหมือนคนอื่นๆ ค่ะ ดิฉันเห็นว่า ถ้าหากเรามัวแต่เขียนแต่ด้านบวก ด้านดีของคนพิการ นั่นต่างหากคือการมองว่าคนพิการไม่ได้เท่าเทียม เสมอภาค กับคนปกติอย่างเราๆ
“ที่สำคัญ ถึงคุณไม่มีขา แต่คุณมีหัวใจไม่ใช่หรือธาม”
ใช่ รีธามมีหัวใจที่ใช้รักใครสักคนได้ ทว่าหัวใจดวงนั้นก็มีความโกรธ ความเกลียด ความแค้น ความอิจฉาริษยา ดังเช่นคนปกติอื่นๆเหมือนกัน
(จาก “สดับเสียงรัก” หน้า ๕๓๑ )
จริงอยู่ว่า คนพิการนั้นน่าสงสาร น่าเห็นใจ และหลายคนก็ประสบเคราะห์กรรมเลวร้ายมามากพอแล้ว แต่ จำเป็นหรือที่เมื่อเอ่ยถึงคนพิการ เราจะหยิบยกแต่แง่มุมเหล่านั้นมาเขียนถึงเท่านั้น เราแตะ “อีกด้าน” ในตัวพวกเขาไม่ได้หรือคะ สำหรับดิฉันในฐานะนักเขียนนิยาย กลับไม่อยาก “ทำซ้ำ” แต่ต้องการที่จะพลิก “อีกด้าน” ขึ้นมาเขียนถึงมากกว่า
จริงอยู่ว่า คนพิการอย่างรีธามที่ได้รับการดูแลเอาใจใส่อย่างดีจากแม่และพี่ชาย มีทุกสิ่งทุกอย่างที่จะ “เปิด” เขาให้รับรู้โลกภายนอก ว่าเต็มไปเรื่องราวดีงามเปี่ยมไปด้วยความหวังและกำลังใจมากมาย ไม่จำเป็นต้องอมทุกข์ หมกมุ่นอยู่แต่กับตัวเอง แต่...ต่อให้โลกทั้งใบเปิดกว้างอยู่ตรงหน้า แต่หัวใจเรา “ปิด” มันก็ไม่มีประโยชน์อะไรเลย จริงๆแล้ว รีธามเปิดประตูออกไปเรียนรู้เรื่องราวในโลกนะคะ แต่กลับเลือกเรียนรู้เรื่องที่จะทำร้ายพี่ชายตัวเอง เพื่อสนองปมในหัวใจซึ่งปิดสนิท ไม่เปิดรับความรักจากทั้งแม่และพี่ชาย
...ดิฉันสนุกกับการทำงานแบบนี้ค่ะ นั่นคือ พลิกอีกด้าน คิดอีกมุม และเขียนอีกแบบ มานำเสนอแก่ผู้อ่าน ก็ได้แต่หวังว่าผู้อ่านจะสนุกกับวิธีคิดวิธีเขียนของดิฉันเช่นกัน
และทั้งหมดนี้คือ “อีกด้าน” ของนิยายรักเรื่อง “สดับเสียงรัก” ที่อิฉันในฐานะคนเขียนอยากส่ง “เสียง” บอกให้คนอ่านได้ยินค่ะ